ช่วงนี้มีคนถามผมบ่อยมากว่า "กลัว AI มาแย่งงานไหม" ผมเลยอยากเขียนคำตอบเก็บไว้ตรงนี้ทีเดียว ในฐานะคนที่ทำ Motion และ VFX ใน After Effects มาประมาณ 7 ปี และใช้ AI ทำงานทุกวัน
คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่กลัวครับ แต่ก็ไม่ประมาท
ยอมรับก่อนเลย: อุตสาหกรรมนี้กำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่
ผมคิดว่าการมาของ AI จะเปลี่ยนวงการทำวิดีโอและ Motion ไปในทางใหม่แบบใหญ่มาก ไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่อีกตัวหนึ่ง งานที่เคยใช้เวลาทั้งวันตอนนี้เหลือไม่กี่นาที คนที่ไม่เคยเปิดโปรแกรมตัดต่อก็ทำคลิปที่ "ดูโอเค" ได้แล้ว และความคาดหวังเรื่องความเร็วกับราคาก็กำลังเปลี่ยนตาม
งานบางแบบจะหายไปจริง โดยเฉพาะงานที่เป็น "ขั้นตอน" ล้วน ๆ ทำตามสูตรได้ คนในสายนี้ทุกคนรวมถึงผมต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ ผมไม่อยากหลอกตัวเองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน
ผมเองก็ใช้ AI ทุกวัน
ขอพูดตรง ๆ เลยว่าผมไม่ได้ต่อต้าน AI ทุกวันนี้ผมใช้มันอยู่ตลอด โดยเฉพาะสองเรื่อง
- งาน cleanup งานเก็บกวาดซ้ำ ๆ ที่กินเวลาแต่ไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์
- งานคิดไอเดีย ช่วย brainstorm แตกมุมมอง หาทางเลือกที่ผมอาจนึกไม่ถึงตอนคิดคนเดียว
ผลคืองานเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้นจริง ๆ โปรเจกต์ Motion บางชิ้นทุกวันนี้จบได้ใน 3–4 วัน บางชิ้นเหลือแค่ 1–2 วัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความเร็วคือ เวลาที่ได้คืนมา ผมเอาไปลงกับส่วนที่คนดูรู้สึกได้จริง ๆ คือไอเดีย จังหวะ และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้งานออกมา "ใช่"
แต่มีสิ่งที่ AI ยังจบงานแทนคนไม่ได้
ต่อให้ AI เก่งแค่ไหน ผมก็ยังเชื่อว่างานที่ดีต้อง finish ด้วยคนอยู่ดี เพราะมีอยู่ 4 อย่างที่มันยังทำแทนไม่ได้
รสนิยม
AI สร้างตัวเลือกได้ร้อยแบบในไม่กี่วินาที แต่มันบอกไม่ได้ว่าแบบไหน "ใช่" สำหรับแบรนด์นี้ การเลือกหนึ่งในร้อย และรู้ว่าอีกเก้าสิบเก้าแบบผิดตรงไหน คืองานของคน
สไตล์และความเป็นตัวเรา
พอทุกคนใช้เครื่องมือเดียวกัน พิมพ์ prompt คล้าย ๆ กัน งานที่ออกมาก็เริ่มหน้าตาเหมือนกันหมด สิ่งที่ทำให้งานชิ้นหนึ่งจำได้จึงไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือคนที่อยู่ข้างหลัง เหมือนที่ผมยังเลือกทำ VFX ด้วยมือในหลายชิ้น เพราะตรงนั้นคือลายเซ็นของงาน
มีมและบริบททางวัฒนธรรม
มีมไหนยังขำ มีมไหนเริ่ม cringe มุกไหนคนไทยเกท มุกไหนเสี่ยงทำแบรนด์เสีย สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนทุกสัปดาห์ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมนั้นจะรู้สึกได้เอง แต่เครื่องมือยังไม่รู้
จังหวะและความรู้สึก
คัตเร็วขึ้นหนึ่งเฟรม ความรู้สึกก็เปลี่ยน การรู้ว่าตรงไหนควรช้า ตรงไหนควรหยุด เป็นสิ่งที่ผมได้มาจากการนั่งทำงานใน After Effects มาหลายปี ไม่ใช่จากการอ่านสูตร
AI คือตัวคูณ ไม่ใช่ตัวแทน
ที่ผมมองคือ AI เหมือนเครื่องยนต์แรง ๆ ส่วนรสนิยมคือพวงมาลัย รถที่เร็วมากแต่ไม่มีคนบังคับก็ไม่ได้พาใครไปถึงไหน
ผมเลยคิดว่าคนในสายนี้จะค่อย ๆ แยกเป็นสองแบบ แบบแรกคือ "operator" ที่สั่ง AI เป็น แต่บอกไม่ได้ว่างานดีจริงหรือแค่ดูดี แบบที่สองคือคนที่มีพื้นฐานแน่นพอจะกำกับและคัดกรองได้ คนกลุ่มหลังนี้ไม่ได้ถูก AI แทน แต่ถูก AI ทำให้เก่งขึ้นและเร็วขึ้นหลายเท่า
ผมตั้งใจจะอยู่ในกลุ่มที่สอง ใช้ AI เต็มที่ในส่วนที่มันทำได้ดี และไม่ปล่อยมือในส่วนที่มันยังทำแทนไม่ได้
แล้วลูกค้าได้อะไรจากเรื่องนี้
- เร็วขึ้น เพราะงานซ้ำ ๆ ถูกยกออกไปแล้ว
- ได้ลองไอเดียมากขึ้น ก่อนจะเลือกทางที่ดีที่สุดแล้วลงมือจริง
- ทุกเฟรมยังผ่านสายตาคน ที่รับผิดชอบงานชิ้นนั้นจริง ๆ
ส่งท้าย
สำหรับผม คำถามที่สำคัญไม่ใช่ "AI จะมาแทนเราไหม" แต่คือ "เราจะใช้มันแล้วยังเป็นตัวเองได้ไหม"
เครื่องมือจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่คนดูยังเป็นคน และคนก็ยังอยากดูงานที่มีคนอยู่ข้างในอยู่ดี
